JJ

[BT] J.J. - Rainman

posted on 13 Feb 2010 02:48 by btcinema  in JJ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เปรี้ยง!!!

 

 

 

ฟ้าผ่าโครมคราม แสงที่วาบขึ้นมาทำให้เห็นทัศนียภาพของป่าทึบข้างหน้า ถึงแสงสว่างจะทำให้เห็นทางข้างหน้าชัดขึ้นแต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเลยสักนิด... ฝนยังคงเทกระหน่ำลงมา เหมือนจะยิ่งทับถมชีวิตของผมที่ตกต่ำอยู่แล้วให้ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก .....

ผมก้มลงให้ตัวแน่บกับมอไซค์ผมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่างน้อยความร้อนจากตัวเครื่องก็ทำให้รู้สึกอุ่นขึ้นมาหน่อย

สายลมพัดหวีดหวิวอยู่ข้างหู กรีดผ่านแขนที่มีแผลช้ำของผมไป ทำเอาความเจ็บระบมที่เริ่มซาลงมันแปล๊บขึ้นมาอีกรอบ

 

ผมกัดริมฝีปากแน่น ...... ถึงจะสภาพย่ำแย่ขนาดไหนก็ต้องรอให้เจอเมืองก่อน...

 

 

 

......พวกมันจะยังตามมาไหม..........

 

……ไม่หรอกน่า.......ขับมาไกลขนาดนี้แล้ว..........

 

 

 

เปรี้ยงงง!!!!

 

 

 

ทำไมต้องมาตกอะไรตอนนี้แว๊.... ขับไปก็บ่นพึมพำขึ้นมาด้วยอารมณ์หงุดหงิดปนเบลอๆชอบกล ทีตอนหน้าแล้งที่เขาปลูกอะไรไม่ขึ้นออกข่าวคนตายกันโครมครามก็ไม่ยักกะตก ต้องมาตกอะไรตอนที่ผมขับมอไซค์โต้รุ่งสะบักสะบอมมาด้วย นี่มันกลั่นแกล้งกันชัดๆ! หนึ่งวันเต็มๆที่ไม่ได้นอนนี่ก็หนักหนามากพอดูอยู่แล้ว อีแบบนี้ถ้าเกิดลื่นหลุดโค้งตกเขาไปมีหวังไม่เหลือซากไว้ให้ฝังแน่ๆ...

 

...นี่ต้องขับฝ่าป่าไปอีกนานเท่าไหร่ถึงจะเจอเมืองกันเนี่ย!........

 

ผมเริ่มรู้สึกเหมือนตาจะปิด ถึงบรรยากาศจะไม่ได้น่านอนเลยสักนิดก็เถอะ....การอดนอนมันคงเริ่มทำพิษแล้ว ถ้าไม่เจอเมืองภายในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้คงได้ระทึกกันแน่ๆ...

 

 

 

....ถึงซะทีสิเฟ้ย....   

 

 

 

 

 

....ผมหรี่ตามองผ่านสายฝนไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

 

 

 

ผมเห็นมันยืนตากฝนอยู่นอกร้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฮ้!”

 

 

ไม่หันมาแฮะ...

ผมลองตะโกนเรียกมันอีกที

 

เฮ้ยย~! ไปยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นแว๊ ~!!”พอเรียกปุ้บก็อยากแซวบ้างอะไรบ้าง เกิดอยากทำตัวแบบพระเอกในหนังขึ้นมารึไง พระเอกน่ะฉันเป็นได้แค่คนเดียวนะเว้ยย!!!”

 

 

 

กุคงยืนมองหายูเอฟโอมั้งสราด....

 

 

คำตอบของมันไม่ดังมากแต่ก็ดังพอที่จะฝ่าสายฝนมาเข้าหูผมจนได้

 

หา!!!”

 

ผมตกใจ รีบวิ่งออกไปตากฝนบ้าง

 

 ไหนๆๆๆๆๆ~!!!” ว่าพลางก็ชะเง้อชะแง้หาบนท้องฟ้าอย่างตื่นเต้น

 

มันเหลือบมาทางผมด้วยสีหน้าที่ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันต้องการจะสื่ออะไรแน่ ก่อนจะหันกลับไปมองฟ้า ยกมือสองข้างรองหัว ถอนหายใจยาว

 

ช่ายยยย....ยูเอฟโอยังไงล่ะ มันงึมงำตอบ ไม่รู้รึไง.... เขาทำวิจัยออกมาแล้วนะเว้ย ว่ารสชาติของน้ำฝนน่ะบอกได้ว่ายูเอฟโอของเอเลี่ยนเผ่าไหนกำลังบินผ่านไป เพราะว่ายานของแต่ละเผ่าเคลือบด้วยสารต่างกันเว้ย พอโดนน้ำฝนแล้วมันก็จะละลายสารเคมีนั้นออกมามีรสชาติต่างๆกันยังไงล่ะ อย่างรสขมก็เป็นเกรย์ เอเลี่ยน รสเปรี้ยวๆก็เป็นตัวเขียวๆ ส่วนรสหวานก็เป็นพวกพันธุ์สไลม์ยังไงล่ะ พอมันว่าจบก็เงยหน้าอ้าปากรองชิมน้ำฝนที่ตกลงมา

 

  ห๊ะ! จริงง่ะ!!! มึงรู้ได้ไงวะ! สุดยอดดดดด!”

ผมเบิกตากว้างอ่างอึ้งๆ รีบอ้าปากรองน้ำฝนบ้าง

 

 

ผมขมวดคิ้ว

 

 

เฮ้ย....แล้วถ้าน้ำฝนไม่มีรสนี่ มันหมายความว่ายังไงวะ?

ก็หมายความว่ายังไม่มียูเอฟโอบินผ่านมายังไงล่ะมึง

อ้อ...

 

 

......สักพักมันก็เดินกลับเข้าร้านไป....ส่วนผมก็ยังอ้าปากรองน้ำฝนอยู่อย่างนั้น....

...........ผมยืนอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง จนกระทั่งฝนหยุดตก....

 

 

........................รสชาติของน้ำฝนวันนั้นจืดสนิท....................

 

 

.

 

.

 

.

 

 

 

 

 

 

 

คูแซค...

 

 

 

อ่ะ!”

 

 

 

ผมกระพริบตาปริบๆ โคลงหัวเล็กน้อย หันมาทางจิมมี่ที่นั่งอยู่ตรงเคาท์เตอร์ เมื่อกี้เขาเรียกผมใช่ไหมน่ะ?

 

หือ...อะไรเหรอจิมมี่?

 ....นายดูเหม่อๆ...

เขาพึมพำเบาๆเหมือนพูดกับตัวเอง จ้องผมด้วยสีหน้าเฉยเมย มือขยับเนือยๆ ชี้ออกไปนอกประตูที่ฝนตก ซึ่งความจริงมันก็ตกมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะ

 

ผมกระพริบตาทีนึง ยิ้มออกมา

ฮะๆๆ! ก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ  ผมหัวเราะ เหลือบกลับไปมองสายฝนที่ตกโปรยปรายนิดหน่อย นึกถึงเรื่องเก่าๆ...

 

 

 ....กับเอเลี่ยน...

 

จิมมี่เลิกคิ้วสูง... เห็นเขาทำหน้าแบบนั้นผมก็อดจะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ ถึงเขาจะไม่ได้พูดอะไรต่อก็เถอะ.......อ่า...แต่จิมมี่ก็เป็นแบบนี้เป็นปกติของมันอยู่แล้วล่ะครับ

ผมหันกลับไปมองฝนอีกครั้ง...ฝนตกทีไรผมก็นึกถึงตอนนั้นทุกที....

 

งั้น...ขอตัวแป๊บ!”

ถึงจะพูดแบบนั้นผมก็ไม่ได้รอคำตอบจากจิมมี่หรอก...ความจริงถึงจะรอ อย่างจิมมี่ก็คงไม่ตอบอะไรกลับมาอยู่ดี...ผมก็เลยเดินออกมาเลย ออกมายืนกลางฝนตรงนั้นล่ะครับ

 

 

วันนี้จะมีเอเลี่ยนไหมนะ...

 

ผมเงยหน้าขึ้นมองฟ้า อ้าปากชิมน้ำฝน

 

...ตั้งแต่วันนั้น ทุกครั้งที่ฝนตก ผมก็ทำแบบนี้มาตลอด...นับจากตอนนั้นมันก็...ราวๆหกปีแล้วสิน้า......

....หลังจากที่ทำแบบนี้มานานผมก็เริ่มตั้งข้อสังเกตได้ ว่าปกติแล้วฝนก็มักจะไม่มีรสอะไรล่ะนะ ถึงจะปะแล่มๆเล็กน้อยก็ค่อนข้างจืดอยู่ดี...อ้อ! ตอนนั้นเคยเจอเปรี้ยวๆครั้งนึงด้วย แต่ตอนนั้นไม่ได้อยู่ที่บลอดเวนนะครับ ที่บลอดเวนนี่ส่วนมากจะเป็นรสจืดแต่บางครั้งก็เค็มๆละนะ .... เค็มๆนี่บ่อยๆเหมือนกัน สงสัยแถวนี้เอเลี่ยนจะผ่านบ่อยเพราะเป็นเมืองท่า เอ...เกี่ยวกันไหมนะ

 

วันนี้ออกเค็มๆแฮะ... ผมแหงนหน้าประจันกับน้ำฝนที่ตกลงมา ไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่เพราะฝนไม่ได้ตกหนักอะไรมากนัก

ทั้งๆที่เค็มๆแต่ไม่ยักกะเห็นยานแฮะ หลังจากประสบการณ์ชิมน้ำฝนหกปี ผมก็ได้อนุมานทฤษฎีเอาเองว่ายานคงจะบินเร็วมากไม่ก็ใช้เมฆฝนเป็นที่กำบัง หรือไม่ก็กางบาเรียลวงตาไว้แน่ๆ เพราะหกปีมานี้ไม่ว่าจะมองหายังไงก็ยังไม่เจอยูเอฟโอซักกะลำเลยล่ะครับ

หรือไม่แน่!! มันอาจจะไม่ได้มาทางฟ้าก็ได้ บางทีอาจจะบินเลียบต่ำๆ ไม่ก็พรางตัวมาในร่างคนเหมือนใน MIB! เอ๊ะ...แต่แบบนั้นฝนจะเค็มได้ยังไงล่ะ...

 

ตึก....ตึก....ตึก....

 

อ่ะ...  ผมได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ผมหรี่ตามองฝ่าสายฝน เห็นเป็นเงาตะคุ่มๆรูปร่างแปลกๆ....ไม่ใช่เงาของคนนี่! ถ้าเป็นคนแล้วที่พ่วงออกมาข้างๆคืออะไรกันล่ะ....อ่า...

 

ร...หรือว่าจะเป็น เอเลี่ยน!!!!

 

ไม่ทันได้รู้สึกตัวขาผมมันก็ก้าวออกไปแล้ว ก็มันอยากรู้นี่นา เอเลี่ยน เอเลี่ยนเชียวนะครับ! ไม่ว่าใครก็ต้องอยากเห็นทั้งนั้นแหละ

 

อ๊ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ว๊า~….ไม่ใช่เอเลี่ยนหรอกเหรอเนี่ย...

 

 

ห่ะ...

 

 

 

 

ผมเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียงนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะความเหนื่อยรึเปล่าทำรู้สึกว่าให้ประโยคเมื่อครู่สะกิดต่อมหงุดหงิดผมอยู่ไม่น้อย นี่ผมว่าผมเป็นคนใจเย็นแล้วนะ แต่จู่ๆมาเจอคนบ้าหลังจากอดนอนมามันก็ไม่ไหวเหมือนกันน่ะขรั่บ...

 

..... แล้วนี่ทำไมถึงคิดว่าเราเป็นเอเลี่ยนละเนี่ย....

 

 

 

........ท่าจะไม่เต็ม....

 

 

 

มอไซค์หรอกเหรอเนี่ย.... คนๆนั้นจ้องมาที่นุ้งเดนิสที่ผมประคองอยู่ ความจริงไม่รู้เหมือนกันว่าผมเป็นคนลากมันหรือว่ามันเป็นคนช่วยค้ำยันผมกันแน่ ว่าแต่ไอ้น้ำเสียงผิดหวังแบบนั้นมันอะไรกันฟะ....

ผมหยุดยืนอยู่ตรงนั้นขณะที่เจ้าคนที่ผมไม่รู้ว่าใครนั่นเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนผมเริ่มเห็นหน้ามันชัดขึ้นทีละนิด...ทีละนิด....

 

.....เอ๊ะ....

 

อ่ะ!!”

นาย!?”

 

 

 

เจเจ!!!”

คูแซค!!!”

 

 

 

 

ป้าดดดด......มันเร็วกว่าผมแฮะ

 

 

ผมจ้องหน้ามัน มันจ้องหน้าผม จ้องกันอยู่สักพัก แล้วพวกเราก็หลุดหัวเราะพรืดดด...

 

มายืนหัวเราะบ้าบอกลางฝนทำไมผมก็ไม่รู้เหมือนกัน....

 

ฮะๆ นี่แก..มาทำอะไรที่นี่วะ...!” ในที่สุดผมก็เป็นคนเปิดประโยคแรกไปก่อน

ฉันก็อยู่ที่นี่น่ะสิ!” มันตอบกลับมาทั้งที่ยังกลั้นหัวเราะอยู่เลย

อ่าว...ไม่ได้อยู่กับ...ร้านขนมปังนั้นเหรอว๊า...

นั่นมันตั้งหกปีมาแล้ว!” มันยิ้ม มันก็เกิดอะไรขึ้นหลายๆอย่างล่ะ จะให้ย่ำอยู่กับที่ได้ยังไงล่ะ ฮ่าๆๆ

.....หกปีแล้ว...

เออ........นั่นสิ ผมนิ่งงันไปนิดหน่อย นึกคำนวนเวลาที่ผ่านมา หกปีแล้วนี่หว่า....

ช่าย...ฟังดูนาน...

ก็นานจริงๆนั่นแหละ

นั่นสิ...

อะไรๆก็เปลี่ยนไป...

แต่แกดูไม่ค่อยเปลี่ยนเลยแว๊ ผมก็ทรงเดิม รถก็คันเดิม

แกเองก็ไม่ค่อยเปลี่ยน..... ผมมองมันอีกรอบ ขมวดคิ้ว  ....ยกเว้นความสูง... จำได้ว่าตอนนั้นตัวยังเท่าๆกันอยู่เลยไม่ใช่รึไงว๊า......

มันหัวเราะอีกรอบ ดูจะยังเป็นคนอารมณ์ดีเกินเหตุเหมือนเดิม ก็เป็นข้อดีอย่างนึงของเจ้าคูแซคมันล่ะนะ

 

ครับๆ..ผมกับคูแซคเคยรู้จักกัน เมื่อหกปีก่อน ซี้ปึ้กติดกันเป็นปาท่องโก๋อยู่ช่วงนึงเลยล่ะ แล้วก็แยกๆกันไป..ไม่สิ เรียกว่าผมทิ้งมันจะตรงกับสถานการณ์นั้นมากกว่า

 

แล้วนี่เป็นไงมาไงถึงมาที่นี่ได้แว๊... เดินทางอีกอ่ะดิ แต่ปกติแกไม่เดินทางเวลาฝนตกนี่?”

ผมดึงสมาธิมาจดจ่อกับคำถามของมัน โดยที่พยายามไม่ไปจดจ่อกับความเจ็บระบบของรอยช้ำตามตัว .....นี่แกก็ถามเองแล้วก็ตอบเองอยู่ในประโยคเดียวแล้วนี่หว่า

อะไรแว๊...

ว่าแต่แกเถอะมายืนตากฝนอยู่คนเดียวทำไมวะ อยากเป็นพระเอกเอ็มวีรึไง

ก็ออกมายืนหายูเอฟโอไง

 

ผมกระพริบตาทีนึง...

 

 

หะ...

 

 

ก็ยูเอฟโอไง ที่แกเคยพูดว่า ฝนรสเปรี้ยวเป็นพันธุ์นี้ ฝนรสหวานเป็นพันธุ์นี้ มันว่าก่อนจะยกมือขึ้นมากอดอก เริ่มการบรรยายที่ไร้แก่นสารของมันไป นี่นะ ฉันทำมาตลอด แต่ก็ยังไม่เคยเจอะสักทีเลยว่ะ ยูเอฟโอเนี่ย ฉันว่ามันต้องกางบาเรียลวงตาอะไรสักอย่างแน่เลยว่ะ อืมๆ เป็นงั้นแน่ๆ........ว่าแต่รสเค็มที่เอเลี่ยนพันธุ์อะไรวะ

พันทาง

หะ...พันทาง..? หมายถึงแบบว่า เอเลี่ยนหลายๆแบบผสมกันเปล่าวะ..? โหย นี่มันมีลูกครึ่งกับข้ามดาวแล้วเหรอเนี่ย!”

 

ผมตบหัวมันไปหนึ่งฉาด

 

โอ้ย! ตบทำไมแว๊

นี่แกเชื่อด้วยเหรอวะ!!!” ผมว๊ากมันไปที

อ้าว ...ก็เห็นแกพูด

กุหลอกมึง

อ้าวเฮ้ย!!” มันดูตกใจจริงๆ สงสัยจะเชื่อสนิทเลยแฮะ กุก็ว่า...จนป่านนี้ยังไม่เจอสักกะลำ

ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่แกไม่เจอ ประเด็นมันอยู่ที่แกไม่ควรจะเชื่อตั้งแต่แรกแล้วเว่ย......ผมแยกเขี้ยวใส่มัน ขำนิดๆอยู่เหมือนกัน นี่มันเชื่อมาตลอดหกปีเลยหรือไงวะเนี่ย! เชื่อเลยจริงๆ...ถึงรู้ว่ามันเป็นคนแบบนี้ก็ยังอดอึ้งไม่ได้ สงสัยด้วยแหละ นี่มันใช้ชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ได้ยังไงวะ....

อะไรแว๊...มันเอามือเกาหัวทำปากบุ่ยๆ ก็ตอนนั้นแกดูจริงจัง...

ก็เวลาฉันพูดโกหกกับพูดจริงหน้าตามันก็เหมือนกันอยู่แล้วผมงึมงำ ยกมือเกาจมูก

ไม่ช่ายย.....ฉันหมายถึงตอนที่แกยืนมองฟ้าอ่า เหมือนกับมองหาอะไรสักอย่างจริงจัง...

 

 

...............นี่พวกเราจะยืนตากฝนไปอีกนานเท่าไหร่วะ

 

 

เออ นั่นสิ..ลืมไปเลยแฮะ... เหมือนมันจะไม่รู้ตัวว่าผมเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว ขี้เกียจมานั่งตอบคำถามมันอีก

ลืมได้ไงวะนั่น..

อูยย..เอาน่าๆๆๆ เข้ามาในโรงหนังก่อนก็แล้วกัน ตามมาๆ เข้ามาๆๆ มันโบกมือปัดๆแล้วก็เดินนำผมเข้าไปในตึกนั่น...

 

ผมเงยหน้ามองสิ่งก่อสร้างตรงหน้าอีกทีนึง..

 

โทรมชะมัด

อย่าบ่นน่า...

 

ก็มันอดไม่ได้จริงๆนี่หว่า...

 

....รู้สึกอยากจะพูดแบบนั้นกลับไปแต่ขี้เกียจจะพูดแล้ว...พอต้องเดินต่อมันก็รู้สึกเหนื่อยจนตาจะปิด... ไงๆก็มีที่พักแล้ว รีบๆเข้าไปหลบในร่มก่อนดีกว่า

 

 

.......ผมเอาเดนิสจอดพิงไว้หน้าโรงหนัง ก่อนจะเดินตามคูแซคเข้าไป...

 

 

 

.

 

 

.

 

 

.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่งเสร็จแล้วว่ะ..เสร็จจนได้ว่ะ..ไม่น่าเชื่อเลย.../สั่นกึกๆๆๆ

/ปิดซอยฉลอง

 

ปล. อย่างนี้ใครคือเรนแมนกันนะ...